เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๔ เม.ย. ๒๕๖o

เทศน์เช้า วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน เห็นไหม วันทำบุญกุศลของชาวพุทธ เราเป็นชาวพุทธไง เราระลึกถึงตัวเราเอง ถ้าระลึกถึงตัวเอง ตัวเองมีคุณค่า เห็นไหม เวลาแสวงหาในบ้านทุกอย่าง แสวงหาของมาขนาดไหนแล้วลืมไว้ในบ้าน มันก็อยู่ในบ้านนั่นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เราลืมตัวเราเองไง เรามีหน้าที่ ใช่! คนนะกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี เครื่องหมายของคนดี เห็นไหม เราสร้างคุณงามความดี ถ้าสร้างคุณงามความดีเราก็แสวงหามีการกระทำอันนั้น ถ้ากระทำนะเราก็ทำของเรา ทำของเรา ทำของเราจนลืมตัวเราเองไง ถ้าลืมตัวเราเอง ถ้าเราลืมตัวเองเหมือนของในบ้านเลย เราแสวงหาเข้ามาแล้วเก็บไว้ เก็บซ่อนไว้ในบ้าน พอเก็บซ่อนไว้ในบ้านว่าเป็นสมบัติของเรา สมบัติของเรา เราลืมไป เราลืมไปมันก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มันรกบ้านไปเฉยๆ

นี่ก็เหมือนกัน ชีวิตของเรา ชีวิตของเราไง นี่ผลของวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ เห็นไหม ชีวิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าชีวิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีคุณค่า มันมีคุณค่าขึ้นมา เกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบของเรา ใครเป็นคนดี กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี เป็นเครื่องหมายของคนดี ดีประจำครอบครัวของเราไง แต่ถ้าดีของเรา ดีของเรา เรามีสติปัญญาที่ดี พ่อแม่นะถ้าลูกของเรามีสติมีปัญญา เขาเอาตัวรอดได้ เขาเป็นผู้ที่ฉลาด เขาเป็นผู้ที่ฉลาด แล้วฉลาดในธรรมนะ ฉลาดแบบสุจริตนะ อย่าฉลาดแกมโกงไง 

ไอ้ฉลาดแกมโกง ฉลาดแกมโกง ฉลาดนี้ฉลาดแบบมักง่าย จะเอาแต่ได้ เอาแต่ได้ไง เอาแต่ได้ เอาแต่ความสะดวกสบาย แล้วโฆษณาชวนเชื่อในสังคม นี่ด่วน ชีวิตแบบว่าคุณภาพชีวิตต้องรีบด่วน เราตามเขาไป ตามเขาไปนะ ช้าหน่อยก็ได้ จะช้าหน่อยชีวิตเราไม่ต้องเร่งรีบขนาดนั้น ถ้าไม่ต้องเร่งรีบขนาดนั้น ไอ้นั่นคือการตัดสินในทางธุรกิจ เวลาการตัดสินใจทางธุรกิจของเขา นั่นเขาตัดสินใจของเขา แล้วตัดสินใจทางธุรกิจ เห็นไหม สมัยปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมันเร็วมาก ถ้าเทคโนโลยีเร็วมาก คลื่นลูกใหม่มันจะตามมาตลอด 

ฉะนั้น ตามมาตลอด เห็นไหม ในหลวงถึงสอนเศรษฐกิจพอเพียงไง เศรษฐกิจพอเพียง เห็นไหม เราพอดีของเรา เราพอดีในจังหวะชีวิตของเรา ถ้าเราพอดีในจังหวะชีวิตของเรา ไม่ใช่เอ้อระเหย เอ้อระเหยจนเราก็ไม่ทันโลกเขา ถ้าเราไม่ทันโลกเขา เห็นไหม สิ่งนี้เราหามาๆ เพื่อประโยชน์กับเรา ถ้าเพื่อประโยชน์กับเราถ้าทำได้ 

ไม่เหมือนทางโลกเขา ดูทางโลกเขาแม้แต่จะบวชจะเรียน เห็นไหม เวลาจะบวชจะเรียนจัดงานใหญ่โตมาก พอจัดงานใหญ่โตมากเพราะอะไร เพราะต้องการเทียมหน้าเทียมตาเขา ถ้าคนที่มีเศรษฐกิจเขาดีเขาก็ทำของเขาได้ ไอ้ที่เศรษฐกิจไม่ดีต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาก็เพื่อจะทำบุญกุศลไง ก็เพื่อจะมาบวชลูกบวชหลานขึ้นมาสักทีหนึ่ง

นี่บวชลูกบวชหลาน เห็นไหม เวลาบวชขึ้นมาทำไมเราบวชเงียบๆ ไม่ได้ใช่ไหม เราบวชประสาของเรา เราบวชของเรา นี่ลูกของเรา เราเลี้ยงของเรามา เวลาบวชของเราก็บุญของเรา ทำไมต้องไปประกาศให้ชาวบ้านเขารับรู้ด้วยล่ะ เวลาประกาศให้ชาวบ้านเขารับรู้อยากจะเทียมหน้าเทียมตาเขา นี่อยากจะเทียมหน้าเทียมตาเขา ถ้าเศรษฐกิจเขาทำได้เขาก็ทำของเขาก็สาธุ สาธุของเขามันเป็นประเพณีวัฒนธรรมเพื่อรักษาไว้ 

แต่เวลาบวช เห็นไหม เวลาบวชมาพ่อแม่ได้ ๑๖ กัป คำว่า พ่อแม่ได้ ๑๖ กัป สายเลือด สายเลือดของเรา เห็นไหม อยู่ในครรภ์มา ๙ เดือน เราอุ้มชูมา หายใจด้วยจมูกเดียวกันนะ เวลาคลอดออกมาแล้วเขาถึงหายใจด้วยจมูกของเขา เราเลี้ยงดูของเรามา สายเลือดของเรา เลือดเนื้อเชื้อไขของเราไปบวชมันจะไม่ได้บุญอะไร มันก็ได้บุญของมันอยู่วันยังค่ำ มันได้บุญของมันจริงๆ อยู่แล้ว ถ้าได้บุญจริงๆ อยู่แล้ว แล้วเราไปทำตามประเพณีไอ้นั่นเป็นเรื่องโลกๆ 

เราบวชของเราเงียบๆ ก็ได้ ถ้าเราบวชของเราเงียบๆ ก็ได้ เห็นไหม เราบวชของเรามันเรียบง่าย มันเรียบง่ายแล้วมันไม่กระทบกระเทือนใครไปทั้งสิ้น แล้วบุญกุศลนี้เต็มหัวใจเลย ถ้าเต็มหัวใจ เห็นไหม เราทำของเราด้วยสติปัญญาของเรา 

นี่ก็เหมือนกัน เวลาว่าเราไม่ลืมตัวไม่ลืมตนของเรา อยู่ที่ไหนก็ได้ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หายใจของเรามันต้องหายใจอยู่แล้ว ถ้าหายใจอยู่แล้ว เห็นไหม มันทำให้เรามีสติไง มันทำให้เรามีสติ เราไม่พลั้งเผลอไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเตือนไว้เป็นคำสุดท้ายเลย ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด

ด้วยความประมาทในชีวิต ด้วยความประมาทในการไตร่ตรอง ด้วยความประมาทของเรา เห็นไหม ถ้าเรารอบคอบๆ ของเราน่ะ ชีวิตของเราจะมีคุณค่าขึ้นมา มีคุณค่าขึ้นมาถ้ามันระลึกได้ ระลึกได้ที่ไหน ระลึกได้ที่จิตของเรา ถ้าเราหายใจเข้านึกพุท หายในออกนึกโธ ถ้าจิตมันสงบ หรือจิตมันระลึกได้มันจะเห็นคุณค่าทันทีเลย แล้วจะเห็นคุณค่าทันที ไอ้นั่นมันเป็นลำดับต่อไปนะ ปัจจัยเครื่องอาศัยมันเป็นเครื่องดำเนินต่อไป 

แต่จริงๆ ชีวิตของเรามีคุณค่าแล้วอันตรายด้วย หายใจเข้าถ้าไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตาย คนเรานะเวลามันช็อกไปมันตายได้ทุกเวลาเลย แต่พวกเราก็ประมาทไง เราคิดว่าชีวิตเราจะอยู่ค้ำฟ้าไง ใช่เรายังเห็นหน้ากันอยู่นี่ เราก็ว่าชีวิตเรายังอีกยาวไกลไง แต่ถ้ามันประมาทเลินเล่อ ถึงเวลามันไปนะ จบสิ้น ถ้ามันจบสิ้นขึ้นมา 

แต่ถ้ามันมีสติมีปัญญาอยู่เนี่ย มันจะจบสิ้นที่ไหน นี่สุคโต ถ้าสุคโต ปัจจุบันนี้สุคโต ปัจจุบันนี้คิดดี ปัจจุบันนี้มีสติปัญญาอย่างนี้ ใครมันจะมาหลอกมาล่อเรา ปัจจุบันนี้มันพลั้งมันเผลอ ปัจจุบันนี้มันส่งออกไป แล้วก็รอไง รอจะให้เขามาหลอก ไม่ต้องให้เขามาหลอกหรอก ใจมันหลอกตัวมันเองอยู่แล้ว ในหัวใจนี้มันทำให้พลั้งเผลออยู่แล้ว มันรออยู่อย่างนั้นน่ะ 

แต่ถ้าสติมันสมบูรณ์นะมันไม่ต้องการสิ่งใดเลย เพราะ เพราะเวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม เรานั่งอยู่โคนต้นไม้ เรานั่งอยู่ในที่รโหฐานของเรา เราต้องการความสงบ ความระงับเท่านั้น เราไม่ต้องการให้ใครมารบกวนเราเลย เราไม่ต้องการใดๆ ทั้งสิ้น เราต้องการหัวใจของเราไง มันจะไปรอให้ใครมาช่วยเหลือล่ะ มันจะรอความคลุกคลีกับใครล่ะ ความคลุกคลีอันนั้นมันเป็นเรื่องสังคมทั้งนั้น 

เวลาเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราต้องการความสงบ ความสงัดไง เวลาจิตใจของเรามันเป็นสมาธิเข้ามา เห็นไหม ยิ่งสงบสงัดของมันเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วถ้าจิตสงบแล้วมันจะพลั้งเผลอไปไหน มันจะมีความผิดพลาดไปไหน มันสมบูรณ์ในตัวมันเอง สมบูรณ์ในตัวมันเอง ที่ว่าเราลืมสิ่งนี้ไป ถ้าลืมสิ่งนี้ไป การศึกษา เวลาเราศึกษา ศึกษาทางโลก เห็นไหม คนเราเจริญได้เจริญด้วยปัญญา โลกเจริญได้ด้วยปัญญา 

ใช่โลกเจริญด้วยปัญญา แต่ปัญญาอย่างนั้นเขาก็ศึกษากันได้ เทคโนโลยีมันรวดเร็วมาก มันพัฒนาของมันไปตลอด เวลาพัฒนาไป คนต้องทันมัน คนต้องทันมัน ทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรมนุษย์ เขาแข่งกันด้วยคน ทรัพยากรมนุษย์ แต่ทรัพยากรมนุษย์มีความสุขหรือความทุกข์ล่ะ ถ้าทรัพยากรมนุษย์เขามีความสุขขึ้นมาพอสมควรในหัวใจ ทรัพยากรมนุษย์ จิตใจที่ปลอดโปร่ง จิตใจที่โล่งโถง มันคิดอย่างใดมันก็จะปลอดโปร่งไป

ทรัพยากรมนุษย์ถ้ามีสติมีปัญญา ทรัพยากรมนุษย์ไม่เหนื่อยล้า ทรัพยากรมนุษย์ได้พักผ่อน ทรัพยากรมนุษย์มันจะคิดของมันได้ ทรัพยากร มันก็ย้อนกลับมาที่เราอยู่ดี มันก็ย้อนกลับมาที่นี่ไง แต่ย้อนกลับมาที่นี่ แต่เราลืมของเรา เราเผ่น เราไปข้างหน้าตลอดไง แล้วเราลืมตัวเรานี่ไง

ถ้าเราย้อนกลับมาที่นี่ เห็นไหม ที่เรามาวัดมาวากันก็มาเพราะเหตุนี้ วันพระๆ วันมาทำบุญกุศลของเรา ทำบุญกุศลของเราเพื่ออำนาจวาสนาบารมีของเรา ถ้าอำนาจวาสนาบารมีของเรานะ ศรัทธาความเชื่อหัวรถจักรพามาวัดมาวา พามาวัดมาวาอย่างน้อยมันก็ได้เห็นสมณะ อย่างน้อยได้ให้ข้อวัตรปฏิบัติไง อย่างน้อยได้เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไง เราเป็นชาวพุทธๆ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยของเรา ตอกย้ำเข้ามาในใจของเรานี่ไง 

แล้วเวลาหลวงตาท่านปฏิบัติของท่าน เห็นไหม เวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ เห็นไหม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมลงเป็นหนึ่งเดียวในใจของตน มันรวมลงเป็นหนึ่งเดียวในใจของตน มันรวมลงมาอย่างไร ถ้ามันรวมลงมาในใจของตนมันเปิดมาที่นี่ไง

เราไปวัดไปวาตอกย้ำตรงนี้ ตอกย้ำเรา ในอานิสงส์ของการฟังธรรมๆ ไง อานิสงส์ของการได้ฟังธรรม สิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ได้ยินได้ฟังทุกวันเลย หลวงพ่อพูดทุกวันเลย แต่หลวงพ่อพูดทุกวันเลยเราทำได้หรือเปล่า หลวงพ่อพูดทุกวันเลย ได้ยินได้ฟังทุกวันเลย เราตอกย้ำในหัวใจของเรา เห็นไหม ถ้าหัวใจเรามั่นคงแล้วมันต้องไปฟังใครล่ะ

เวลาปัญญามันเกิดนะ เราอยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านชื่นชม ถ้าเรารู้จักคิด รู้จักมีอุบาย รู้จักวิธีการรักษาตน ท่านชื่นชมมาก 

แต่เวลาผิดพลาดขึ้นไป ครูบาอาจารย์คอยสับคอยโขก นั่นอับดับที่สอง เวลาอันดับที่สองถ้ากิเลสมันฟูขึ้นมา ทำไมเราโดนติโดนเตือนตลอดเวลาเลย ทำไมคนอื่นเขาไม่โดนอย่างเราเลย ไม่โดนอย่างเราเลย แต่มันก็ไม่คิดถึงหัวอกของครูบาอาจารย์ ไม่คิดถึงหัวอกของพ่อแม่ไง ถ้าหัวอกของพ่อแม่ ลูกคนไหนที่มันทำได้ ลูกคนไหนที่มันเอาตัวรอดได้ พ่อแม่ก็สบายใจ ลูกคนไหนที่มันทำอะไรผิดพลาด พ่อแม่ก็ต้องคอยตอกย้ำคนนั้น ตอกย้ำคนนั้นน่ะ 

นี่ก็เหมือนกัน เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันขาดตกบกพร่อง ครูบาอาจารย์ก็ตอกย้ำตรงนั้น ตอกย้ำตรงนั้นไง ไอ้ผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วท่านก็ชื่นชมๆ ไอ้ที่ตอกย้ำ ตอกย้ำๆ ตอกย้ำเพราะความผิดพลาดของเราไง แต่มันไม่คิดอย่างนั้น มันไปคิดว่าเราโดนตอกย้ำอยู่คนเดียวๆ คนเดียวก็มันผิด ก็มันผิดไงถ้ามันผิด 

เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเขาแสวงหาอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ท่านสอน เหมือนครูมวยสอนนักมวย ถ้าสอนนักมวย นักมวยมันผิดพลาดตรงไหน เตือนแล้วเตือนอีก ถ้าเตือนไม่ได้มันก็ต้องสั่งสอน พอสั่งสอนขึ้นไปมันก็เจ็บทั้งนั้น การเจ็บนั้นเจ็บเพราะครูบาอาจารย์ชี้นำ เจ็บเพราะพ่อแม่สั่งสอน เจ็บเพราะคนบอกความผิดพลาดเรา กับไปเจ็บเพราะว่าคนอื่นเขากลั่นแกล้ง คนอื่นเขาทำลายเรา อันไหนมันเจ็บกว่ากัน มันฝึกให้แข็งแรงไง ฝึกให้เอาชีวิตนี้รอดไง ฝึกให้การปฏิบัตินี้ก้าวหน้าไง แล้วการปฏิบัติก้าวหน้า เห็นไหม ที่บอกว่าเราลืมตัวเราเอง เราลืมตัวเราเอง 

เราเห็นคุณค่า ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นคุณค่าของน้ำใจมากที่สุด ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา เวลามันเกิดปัญญาขึ้นมา แล้วปัญญาอย่างนี้มันปัญญาเอาชนะกิเลส ไอ้ปัญญาอย่างเรา ปัญญาทางโลก ปัญญาชนะสังคม ปัญญาเพื่อการแข่งขัน เพื่อความประสบความสำเร็จในชีวิต 

แต่ปัญญาในพุทธศาสนา ปัญญาเพื่อชนะกิเลสของตน เพื่อรู้เท่าทันในใจของตน รู้เท่าทันในใจของตน แล้วตนกิเลสมันไม่หลอกไม่ล่อ กิเลสมันไม่มาปรุงแต่งในใจ มันจะมีอะไรมาหลอก มันอยู่ที่ไหนมันก็มีความสุขนะ ความสุข สุขจากหัวใจนี้ สุขจากชีวิตของเรา สิ่งที่เราแสวงหา เรากระสือกกระสนกันมาก็เพื่อความสุขๆ นี่แหละ แต่ความสุขนี้ความสุขเจือด้วยอามิส

ความสุขแบบโลก ความสุขแบบการโฆษณาในการสื่อสารนั่นน่ะ เขาโฆษณากันนั่นของดีๆๆ ของดีทั้งนั้นเลย จำเป็นไหม จำเป็นหรือเปล่า จำเป็นจริงๆ หรือ ของดีทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเป็นทางธุรกิจ ใช่! เราต้องการให้เขาซื้อสินค้าของเรา มันก็ต้องโฆษณาอย่างนั้นแหละ แต่ของเรา ถ้าเรามีสติปัญญา เป็นจริงๆ หรือ เรามีความจำเป็นหรือ ไม่มีความจำเป็น 

ฉะนั้น เวลาบวชพระมาแล้ว พระเรา เห็นไหม ถือผ้า ๓ ผืน สมบัติของพระมีแค่บริขาร ๘ นอกนั้นเป็นของสงฆ์ทั้งนั้น เป็นของของสงฆ์ทั้งนั้น สมบัติของเรามีแค่บริขาร ๘ แล้วบริขาร ๘ ดำรงชีวิตได้ไหม ถ้าบริขาร ๘ ถ้าเราคิดอย่างนี้นี่ไปวัดไปวามีข้อวัตรปฏิบัติ ดูพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้เห็นสถานที่ ได้เห็นข้อวัตร ได้เห็นสมณะ ได้เห็นสมณะมันไม่ห่างไกลกับศาสนา

เวลาเราพุทโธๆ พุทธานุสติ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ละเอียดเข้าไปๆ ละเอียดจนเป็นพุทโธเสียเอง มันใกล้ชิดเข้าไปเรื่อยๆ ใกล้ชิดเข้าไปเรื่อยๆ ใกล้ชิดเข้าไปจนเห็นพุทธะในใจของเรา ความรู้สึกเราคือพุทโธ ความรู้สึกเราคือพุทธะ พุทธะคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่พุทธะเราไปไหนก็ไม่รู้ แต่ความคิดเราบรรเจิดนะ ความคิดข้างนอก เห็นไหม ขันธ์ ๕ รูป เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ สังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง 

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด สังขาร ร่างกายก็ได้ สังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่งก็ได้ สังขารทั้งสองเขาเรียกกายกับใจ กายกับใจ ถ้าเรามีสติปัญญาเรารื้อค้นที่นี่ไง สมบัติของเรานะ เราไปเห็นร่างกายของใคร เห็นความรู้สึกนึกคิดของใคร สอนใคร เราก็ได้แค่บุญกุศล นี่ไง เวลาหมอรักษาคนไข้ ก็รักษาคนไข้ให้หาย เห็นไหม

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราเห็นร่างกายของใคร เราพิจารณาของใคร นั่นก็เรื่องข้างนอก แต่ถ้าใจเราสงบแล้วเราเห็นกายของเราเอง ถ้าเห็นกายของเราเอง กายานุปัสสนา ถ้าเห็นกายของเราเอง เราพิจารณาที่นี่ ถ้ามันถอดถอนกันที่นี่ เพราะอะไร เพราะจิตใจนี้มันยึดที่ร่างกายเราก่อน มันถึงไปยึดร่างกายข้างนอก ถ้ามันยึดร่างกายเราก่อน เราพิจารณาของเรา ถ้าปล่อยวาง ปล่อยวางแล้วก็คงเดิม ปล่อยวางแล้วมันไม่ย่อยสลายไปไหนหรอก กายก็เป็นกายอยู่อย่างนี้ มันเป็นธาตุ มันไม่ไปไหนหรอก 

แต่แต่เวลามันเห็นนะ มันเห็นการพิจารณาของมันไป สิ่งที่ภาพที่เห็นมันย่อยสลายของมัน อย่างเช่น พิจารณาแล้วมันเน่ามันเปื่อยอะไรของมัน ความเน่าความเปื่อยนั้นมันไปเห็นโดยจิตไง ไอ้นี่มันเห็นด้วยอริยสัจไง การเห็นอริยสัจนั้นมันจะไปถอดไปถอนไอ้หัวใจอันนี้ไง ถ้ามันถอดมันถอนหัวใจอันนี้ มันถอดที่นี่ มันถอนที่นี่ มันถอนกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถอนสักกายทิฏฐิ ทิฐิความเห็นผิด

จิตใจมันเห็นผิด เพราะมันมีเชื้อไขของความเห็นผิด มันถึงมีมุมมองอย่างนั้น เวลาพิจารณาของมันไปแล้วมันถอดถอน ถอดถอนสิ่งที่เป็นข้อมูล สิ่งที่เป็นสัญญาความยึดมั่นในหัวใจ มันถอดมันถอนอันนี้ ถ้ามันถอดถอนอันนี้ ร่างกายก็คือร่างกายนี่แหละ เวลามันเห็นมันเห็นโดยสัจจะโดยความจริงอย่างนี้ นี่คืออริยสัจ มีการกระทำแบบนี้ นี่พูดถึงว่าถ้ามันละเอียดเข้าไปเป็นชั้นๆ เข้าไปไง ละเอียดเข้าไปๆ นี่ไงมันถึงว่าปัญญาที่รู้เท่าทันกิเลสของเรา ปัญญานี้สำคัญมาก ถ้าปัญญานี้สำคัญมาก แล้วปัญญานี้ไม่มีซื้อไม่มีขายในท้องตลาด 

ถ้ามีการซื้อการขายในท้องตลาดนะ เศรษฐีเขาซื้อมรรค ซื้อผลไปหมดแล้ว เศรษฐีเขาซื้อสติ เขาซื้อปัญญา เขาซื้ออะไรที่เป็นประโยชน์กับเขา ไม่ได้! คนเราเกิดมาแม้แต่เป็นเด็กน้อยใช่ไหม จะลูกเศรษฐี ลูกกระฎุมพี ลูกคนทุกข์คนจน ต้องมีการศึกษา การศึกษาเกิดจากเชาวน์ปัญญา เชาวน์ปัญญาอันนั้นเกิดจากอำนาจวาสนาบารมีของที่เราสร้างมา พันธุกรรมของจิตแล้ว มันจะย้อนกลับไปที่พันธุกรรมของจิต จิตได้สร้างมา จิตได้สะสมสิ่งใดมา มันแสดงออกอย่างนั้น แล้วเวลาเกิดแต่ละภพแต่ละชาติ เรามีสติมีปัญญาของเรา เรามาดัดแปลงแก้ไขของเรา 

เวลาสิ่งที่มันเป็นความเคยชิน กิเลสคือความเคยชินของใจ ใจมันเคยชินของมันอย่างนั้น เวลามันเกิดในภพชาติใดมันก็แสดงออกอย่างนั้น แล้วเราตัดแต่งพันธุกรรมๆ 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ท่านตัดแต่งของท่านมา เวลาบารมี ๑๐ ทัศ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี เวลาทานบารมี นั่นน่ะถึงที่สุดแล้วเป็นพระเวสสันดร สละทั้งนั้นน่ะ เวลาขันติบารมี ขันติบารมีที่เกิดเป็นฤๅษีที่เขามาทดสอบ ว่าขันติจริงหรือเปล่า นี่ตัดแต่งมาๆ ถ้าไม่ได้ตัดแต่งมาอย่างนี้จิตใจมันไม่พร้อม จิตใจมันไม่มีอำนาจวาสนาที่จะทำอย่างนั้นได้ 

ไอ้ของเราก็เหมือนกัน ไอ้ที่นั่งๆ กันอยู่นี่ ไอ้สิ่งที่ความรู้สึกนึกคิด สันดานของเรามันมาจากสิ่งที่สะสมมา พันธุกรรมของมัน พันธุกรรมของมันไง แล้วเวลาปัจจุบันนี้เรามีสติปัญญา เรามาแก้ไขของเรา มาพิจารณาของเรา ทำของเราให้ดีขึ้น ทำของเราให้ดีขึ้น มันจะโต้แย้งขนาดไหนก็แล้วแต่ เราก็มีสติมีปัญญายับยั้งของเรา แล้วพยายามทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบแล้วมันมีความสุข ความสงบระงับแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเห็นสัจจะเห็นความจริงในใจของเรา นี่ความจริง ของจริงมันอยู่ที่นี่ 

ถ้าของไม่จริงอยู่ที่นี่ ถ้าของไม่จริงอยู่ที่นี่แล้วเราแสวงหาที่ไหน

เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูด เห็นไหม พระเราธุดงค์ไปในป่าในเขา ไปที่ไหนก็ไปหาใจของตนทั้งนั้น ไปหาใจของตนต้องเข้าป่าเข้าเขาไป ทำไมไม่หาในใจของตนนี่ล่ะ หาใจของตนมันส่งออกหมดล่ะ แล้วไม่มีสติปัญญาสามารถรักษาได้ เวลาเข้าไปในป่าแล้วมันไม่มีสิ่งใดที่จะมาชักจูงไปแล้ว เพราะมันมีแต่ป่าเขา มันไม่มีสิ่งใดที่มันจะกระตุ้นกิเลสได้มากไง ไปป่าไปเขาเพื่อชัยภูมิเพื่อหาใจของตนไง

ถ้าไปหาใจของตน ไปเจอที่ใจของตน เห็นไหม เดินธุดงค์มาทั่วประเทศ แล้วก็มาหาใจอันนี้ เวลามันหาใจอันนี้ เวลามันเกิดสติปัญญาขึ้นมามันก็เกิด เกิดที่นี่ แต่อาศัยที่พักอาศัย นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดมาเราก็มีบ้านมีเรือนของเรา เราก็อาศัยของเรา จริงๆ ใจของเราก็อาศัยร่างกายนี้ เวลาร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมามันก็อยู่สุขสบาย เวลาร่างกายของเรามันเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา หัวใจมันอยู่อาศัยบ้านเรือนนี้มันก็ทุกข์ยากไปด้วย 

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ท่านบอก เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยให้ร่างกายมันเจ็บคนเดียวไง อย่าให้หัวใจมันเจ็บไปด้วยไง หัวใจมันก็อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ ถ้าร่างกายนี้อุดมสมบูรณ์ วัยรุ่นวิ่งไปไหนก็ได้ คนแก่คนเฒ่าจะเดินจะเหินมันทุกข์มันยากไปหมดเลย บ้านเรือนเราชราคร่ำคร่าแล้ว ถึงเวลาแล้วเราก็ต้องจากบ้านจากเรือนเราไป ถึงเวลาก็จากไป แล้วมีสิ่งใดเป็นสมบัติของเราล่ะ เราหาสิ่งนี้มาเพื่อประโยชน์กับเรา ทำบุญกุศล ฟังธรรมๆ เพื่อเหตุนี้ด้วย ทำบุญกุศล อำนาจวาสนาบารมีเป็นทิพย์สมบัติ 

แต่ถ้ามีสติปัญญามันถอดมันถอนเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเที่ยวสวน เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ด้วยสติ ด้วยปัญญาอันนั้น ด้วยมรรค ด้วยผลอันนั้น ศีล สมาธิ ปัญญาอันนั้น มรรคญาณอันนั้น มันถอดถอนความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ถ้ามันจากบ้านจากเรือนนี้ไปก็จากครั้งสุดท้าย ลาวัฏฏะแล้วจะไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะอีกเลย นี้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่พุทธศาสนา เป้าหมายของพุทธศาสนา สุขแท้จริงอย่างนั้น 

แต่เราอาศัยความสุขในระหว่างเดินทาง ระหว่างเดินทางมีสุขเวทนา ทุกขเวทนาของเรา เราก็พยายามต้องการให้ชีวิตเราไม่ทุกข์ไม่ยากจนเกินไป ให้มีความสุขพอเพียงกับหัวใจดวงนี้ ให้เกิดมาพออยู่พอทนของเรา นี้เพราะด้วยสติด้วยปัญญา เราจะพยายามรักษาชีวิตของเรา พยายามพาดำเนินชีวิตของเราให้ประสบความสำเร็จในชีวิตของเรา นี้เป็นสติปัญญาของตน 

ครูบาอาจารย์สอนก็สอนจากข้างนอกทั้งนั้น วันนี้ศรัทธาความเชื่อมั่นคงก็ดี วันไหนถ้ามันคอนแคลนขึ้นมาก็สงสัย ถ้าสงสัย เห็นไหม ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสอนเรื่องกาลามสูตร ฟังท่านๆ เสร็จแล้วมาวิเคราะห์วิจัยของเรา ถ้าการวิเคราะห์วิจัยของเรา นั่นล่ะคือปัญญาของเรา ถ้าปัญญาของเราเกิดขึ้น เห็นไหม เชื่อในผลของการประพฤติปฏิบัติ เชื่อในผลของเราที่มันเกิดขึ้นจากใจของเรา ให้เชื่ออันนี้ เอวัง